วิหารหลวงวัดเกตการาม สถาปัตยกรรมล้านนา
แวะมากราบพระธาตุเจดีย์เกษแก้วจุฬามณี ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีจำปีคนเกิดปีจอ (สุนัข) เป็นความเชื่อของคนเหนือล้านนาว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตควรมีโอกาสเดินทางไปไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของตนเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ผมเองนั้นก็ไม่เกิดปีจอครับ วันนี้มาไว้พระและชมความงดงามภายในวัด และชมพิพิธภัณฑ์วัดวัดเกต ที่มีสิ่งของเก่าแก่มีค่ามหาศาล รูปภาพเมืองเชียงใหม่เก่าๆ ให้ชมด้วยครับ
สำหรับในจังหวัดเชียงใหม่นั้น มีพระธาตุประจำปีเกิดรวมแล้ว 5 วัด ล้วนแต่เป็นวัดที่มีชื่อเสียง ตามความเชื่อเรื่องปีนักษัตรยังสัมพันธ์กับคติการบูชาพระบรมธาตุ ดังปรากฏเป็นประเพณีการชุธาตุ หรือการไหว้พระธาตุประจำปีเกิด โดยเชื่อกันว่าดวงวิญญาณจะลงมาพักอยู่ที่เจดีย์แห่งใดแห่งหนึ่ง โดยมี ตั๋วเปิ้ง (สัตว์ประจำนักษัตร) พามาพักไว้ และเมี่อได้เวลา ดวงวิญญาณก็จะเคลื่อนจากพระเจดีย์ ไปสถิตอยู่บนกระหม่อมของผู้เป็นบิดาเป็นเวลา 7 วัน ก่อนที่จะเคลื่อนเข้าสู่ครรภ์ของมารดา และเมื่อเสียชีวิตลงแล้ว ดวงวิญญาณก็จะกลับไปพักอยู่ที่เจดีย์นั้นๆตามเดิม เพราะฉะนั้นการไหว้พระธาตุประจำปีเกิดจึงสำคัญกับคนล้านนา
หากมีเวลาอยากให้เดินเล่นย่านวัดเกตุ เพราะเป็นย่านเมืองเก่าแก่ อาคารบ้านเรือนยังดูคลาสิคย้อนยุคผสานความทันสมัยไว้ด้วยกัน หรือหากมาเที่ยวซื้อของตลาดวโรรสก็เดินข้ามฝั่งจากตลาด จะข้ามมาพบประตูวัดเกตการามได้เลย เพราะสะพานเพิ่งทำเสร็จมองเห็นวิวแม่น้ำปิงสวยๆ ถ่ายภาพเก็บกลับบ้าน
ประวัติย่อวัดเกตการาม
ในสมัยก่อน วัดเกตเป็นย่านการค้าที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นชุมชนใหญ่ เนื่องจากย่านนี้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่มาหล่อเลี้ยงประชากรที่อาศัยอยู่ทั้งสองฟากฝั่ง ทุกบ้านที่ทำการค้าจะมีท่าเรือเป็นของตนเอง ใช้เรือหางแมงป่อง (หรือเรือสะดอ เรือสีดอ เรือแม่ปะ) เป็นพาหนะขึ้นล่องตามลำน้ำปิง
ความเจริญรุ่งเรืองของย่านวัดเกตเริ่มซบเซาลง นับตั้งแต่กบฏพระยาปราบสงคราม (พญาผาบ) พ.ศ. 2432 เนื่องจากคนไทยภาคกลางขึ้นมาข่มเหง และถูกคนจีนที่เป็นนายอากรเก็บภาษีต้นหมากต้นพลู ก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว พญาผาบจึงได้รวบรวมผู้คนก่อการกบฏขึ้นและคิดฆ่าคนจีนที่วัดเกตให้หมด คนจีนและลูกหลานคนจีนเกิดความเกรงกลัว พากันลี้ภัยข้ามไปอยู่ฝั่งตะวันตก คงเหลือแต่เพียงครอบครัวนายหน้อย แซ่แต่เท่านั้นที่ยังอยู่ เพราะเคยช่วยเหลือรับซื้อครั่งจากพญาผาบและชาวบ้านอำเภอสันทราย จึงมีความรักใคร่ชอบพอกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2464มีการสร้างทางรถไฟมาถึงเชียงใหม่ และเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2477 มีอากาศยานมาลงที่สนามบินเชียงใหม่เป็นครั้งแรก การคมนาคมทางน้ำถูกลดบทบาทเนื่องจากมีความยากลำบากกว่า ทั้งยังกินเวลาและเสียค่าใช้จ่ายสูง ย่านวัดเกตจึงลดบทบาททางการค้ากลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว คนที่อยู่ในย่านนี้ส่วนใหญ่ก็คือลูกหลานของคนที่มาตั้งถิ่นฐานดั้งเดิม และแม้จะมีบางคนย้ายออกไปอยู่ที่อื่นแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีสายใยผูกพันกับย่านนี้อยู่
สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดเกตการาม
เจดีย์จุฬามณี หรือ พระธาตุวัดเกต ประดิษฐานอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นสวรรค์ที่อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เป็นเจดีย์ที่บรรจุเครื่องทรงและพระเมาฬีของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งทรงสละทิ้งเมื่อคราวออกผนวช และยังเป็นที่เก็บรักษาพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ หลังการถวายพระเพลิงพระบรมศพอีกด้วย

ปลายยอดของเจดีย์จะมีลักษณะเอนเอียงเล็กน้อย ผู้สร้างต้องการสร้างให้เจดีย์มีลักษณะเอียง เพราะไม่ประสงค์ที่จะให้ยอดของเจดีย์ชี้ขึ้นไปยังสวรรค์อันเป็นที่ตั้งของพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี เพราะถือเป็นการไม่สมควร
เมื่อเจดีย์จุฬามณีเป็นเจดีย์ที่อยู่ไกลถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงมีการสมมติให้เจดีย์องค์หนึ่งในประเทศพม่า เป็นที่กราบไหว้แทน โดยมีตำนานเล่าว่าพระอินทร์เป็นผู้นำลงมาแขวนไว้ริมหน้าผาให้ผู้คนบูชา คนไทยจึงเรียกเจดีย์องค์นี้ว่า “พระธาตุอินทร์แขวน” พระธาตุอินทร์แขวนองค์นี้ ตั้งอยู่บนก้อนหินสูง 5.5 เมตร ใต้พระเจดีย์เป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุ โดยอนุญาตให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่จะข้ามเข้าไปกราบและปิดทองถึงองค์พระธาตุได้
ดังนั้นพระธาตุเจดีย์เกษแก้วจุฬามณี แห่งวัดเกตการาม จึงถูกกำหนดให้เป็นองค์แทนเจดีย์จุฬามณีอีกองค์หนึ่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการสะดวกในการเดินทางมากราบไหว้แล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ชื่อของวัดเสียงเหมือนคำว่า “เกศ” แก้วจุฬามณี

พระอุโบสถ ประดับลายปูนปั้นวิจิตรมาก
อุโบสถ ตั้งอยู่ทางด้านหน้าของพระวิหาร อุโบสถหลังนี้ปิดไว้ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม เพราะถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อุโบสถหลังนี้จะเปิดใช้เฉพาะในงานพิธีอุปสมบทเท่านั้น และที่สำคัญห้ามสุภาพสตรีขึ้นไป แม้จะไม่ได้เข้าไปชมด้านใน แต่ก็สามารถชมความงดงามของศิลปกรรมที่ประดับอยู่ด้านหน้าอุโบสถ ซึ่งน่าชมมาก ๆ มีพญานาค 2 ตัวเลื้อยออกมาจากผนังโบสถ์ ขนาบข้างไปกับราวบันได แล้วม้วนตัวชูหัว อ้าปาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของผู้ปกป้องพุทธศาสนา นอกจากนี้ที่บานประตูยังมีลวดลายสลักไม้รูปเทพพนมสีทอง บนลวดลายสีแดง ดูโดดเด่น ด้านข้างบานประตูมีลวดลายปูนปั้นประดับทั้งสองข้างบานประตู รูปกิเลน มังกร ปลา และต้นไม้แบบจีนที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงเสน่ห์


พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระประธานในพระวิหาร
พระวิหาร สร้างสมันรัตนโกสินทร์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 9 ห้อง มีเสาคู่ในรองรับหลังคาหน้าจั่วและเสาคู่นอกรับแนวหลังคาปีกนกย่อเก็จ 3 ตอน ในแนวตะวันออก – ตะวันตก หัวเสาประดับด้วยแก้วอังวะ ตัวเสามีลายทอง มีประตูทางเข้าสามทาง หลังคาทรงจั่วเรียงซ้อนกัน 5 ชั้น (คำเมืองเรียกว่า ซด) 2 ตับ งดงามยากจะหาวัดใดมาเทียบได้ อุโบสถทรงเดียวกับพระวิหาร แต่มีขนาดเล็กกว่า
อาคารศาลาบาตร มีอายุประมาณร้อยปี ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ลวดลายแบบจีนเป็นรูปไก่ฟ้า ดอกบัว ดอกโบตั๋น ต้นสน และทิวทัศน์แบบจีน เดิมเคยมีศาลาหลังใหญ่ที่สร้างคู่กันกับศาลาบาตรนี้ อยู่ทางทิศตะวันออกของวัด ภายในมีลวดลายมังกรใหญ่โตสวยงามอลังการมาก แต่ถูกรื้อทิ้งเพื่อสร้างอาคารโรงเรียนเทศบาลวัดเกตการาม ศาลานี้ชาวบ้านมักเรียกว่า”ศาลาเจ๊กอุย”เพราะสร้างโดยนายเหลี่ยว เนียวอุบ บรรพบุรุษของตระกูล “เหลี่ยวย่งง้วน
โรงเรียนวัดเกตการาม อยู่ด้านซ้ายมือของประตูทางเข้า ส่วนด้านขวามือเป็นอาคารโรงเรียนนักธรรมหลังเก่าสองชั้น เป็นเรือนไม้ งดงามด้วยลวดลายฉลุไม้ประดับหน้าจั่วและตามมุมต่างๆ ส่วนตรงข้ามอุโบสถจะเป็นพระวิหาร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระประธาน แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะวันที่เราไปนั้น พระวิหารกำลังปิดปรับปรุงชั่วคราว เราเลยไม่มีโอกาสได้เข้าไปชมความงามของพุทธลักษณะของพระประธาน

กุฏิสงฆ์และสามเณร เป็นอาคารไม้ วิจิตรสวยงามมาก
พิพิธภัณฑ์วัดเกตการาม เดิมเป็นกุฏิเจ้าอาวาส สร้างขึ้นโดยความร่วมมือกันระหว่างทางวัดและชุมชน จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นที่เก็บรวมรวมของเก่าแก่มีค่ามหาศาล ตั้งแต่โบราณกาล พิพิธภัณฑ์นี้ถูกสร้างขึ้นโดยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านละแวกวัดเกตุ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2542 ก่อนหน้านี้เป็นกุฏิของอดีตเจ้าอาวาส เป็นเรือนไม้ทั้งหลัง ภายหลังการสร้างกุฏิหลังใหม่ ทางวัดจะลื้อเรือนหลังนี้ทิ้ง แต่คณะกรรมการของชุมชนเห็นว่าไม่ควรรื้อเพราะอาคารหลังนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่น่าจะปรับปรุงบูรณะจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้น เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา เนื่องจากที่วัดเกตมีของเก่าแก่สะสมไว้มาก อีกทั้งยังมีชาวบ้านบริจาคข้าวของเก่าแก่ให้ทำพิพิธภัณฑ์กันเป็นจำนวนมาก
ภายในพิพิธภัณฑ์มีของเก่าแก่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเงินตราที่ใช้ในอดีต ถ้วยโถโอชาม ถ้วยสำรับที่ใช้ในสมัยรัชกาลที่ 7 เสื้อผ้าของชาวล้านนา เครื่องศาสตราอาวุธ และพระพุทธรูปเก่าแก่ นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายของเมืองเชียงใหม่ในอดีต มีภาพวัดวาอาราม ถนนหนทาง และภาพการประหารชีวิตนักโทษที่ทำผิด เรียกได้ว่ามันช่างเหมือนกับเรื่องราวในสมัยอดีตที่ปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์จริง ๆ
การเดินทางไปวัดเกตการาม
วัดเกตการาม ตั้งอยู่บนถนนเจริญราษฎร์ หากมาจากตัวเมืองก็ข้ามสะพานนวรัฐ เลี้ยวซ้ายตรงคอสะพาน แล้วขับเลียบแม่น้ำปิงโดยจะผ่านร้านอาหารกู๊ดวิว และ ริเวอร์ไซด์ ไปสัก 200 เมตร ก็จะพบสามแยกให้เลี้ยวขวาตามถนนเข้าไปก็จะพบวัดเกตการาม หากไม่เลี้ยวขวาก็หาที่จอดริมถนน แล้วเดินเข้าประตูเล็กที่อยู่ติดกับถนนเจริญราษฎร์ได้เลย (ประตูเล็กจะอยู่ตรงกับสะพานเดินข้ามน้ำปิง มองเห็นวิวแม่น้ำปิงและตลาดวโรรสฝั่งตรงข้าม)
เปิดตั้งแต่เวลา 8:00 – 16:00 น.





















