สถานที่สำคัญในเชียงใหม่



www.topchiangmai.com > จังหวัดเชียงใหม่ >ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่/Old Chaing Mai Cultural Centre 

ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่/ Old Chaing Mai Cultural Centre

 

     ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนถนนสาย เชียงใหม่-หางดง เป็นที่รวมศิลปะและวัฒนธรรมของล้านนาเป็นหมู่เรือนไทย ไม้สักประตูหน้าต่างประดับด้วยไม้แกะสลักอย่างสวยงาม มีร้านขายของที่ระลึกอยู่หลายร้านและมีหมู่บ้านชาวเขาให้เที่ยวชม ส่วนในตอนกลางคืนมีบริการอาหารเย็นแบบขันโตก ซึ่งประกอบด้วยอาหารเหนือ เช่นแกงฮังเลน้ำพริกอ่อง แคบหมู เป็นต้น โดยนักท่องเทียวจะรับประทานอาหารและชมการแสดงฟ้อนพื้นเมือง ไปพร้อมๆ กัน โดยแสดงทุกวันตั้งแต่เวลา 19.00 - 21.30 น.

ลิ้มรสอาหารเมือง

    
ขันโตก เป็นภาชนะที่มีลักษณะเป็นถาดมีขาตั้งสูง ใช้วางอาหาร ใช้กันในหมู่คนที่นิยมรับประทานข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก ขันโตกมีสองชนิด คือ ขันโตกยวนซึ่งทำด้วยไม้สัก ใช้กันแพร่หลายในแถบภาคเหนือของประเทศไทย อีกชนิดหนึ่งคือขันโตกลาว ทำด้วยไม้ไผ่สานประกอบด้วยหวายในบางส่วน นิยมใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลาว และแถบสิบสองปันนาในทางตอนใต้ของจีน ชาวเขาบางกลุ่มก็นิยมใช้ขันโตกดังกล่าวนี้ด้วย ในสมัยโบราณขันโตกเป็นเครื่องใช้ส่วนหนึ่ง ของงานพิธีต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานศพ และพิธีทำบุญบ้านเป็นต้น อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นอาหารของคนไทยทางภาคเหนือและจะเป็นอาหารของภาคอื่นๆ ณ ที่นี่ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ได้จัดเตรียมอาหารพื้นเมืองไว้คอยบริการท่าน ดังต่อไปนี้ คือ น้ำพริกหนุ่ม, ไก่ทอด, แกงฮังเล, ผัดผัก, น้ำพริกอ่อง, แคบหมูและผักสดผักนึ่ง, หมี่กรอบ และยังมีข้าวแต๋น กล้วยทอด ซึ่งเป็นขนมขบเคี้ยวของคนโบราณ พร้อมชา, กาแฟ ที่เราจัดเตรียมเพื่อต้อนรับแขกของเรา ข้าวที่นำมาบริการ มีทั้งข้าวจ้าว และข้าวเหนียว ซึ่งข้าวเหนียวบรรจุมาในกระติ๊บ(กล่องข้าว) สำหรับผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติหรืออาหารอิสลามและอาหารอื่น ๆ สามารถแจ้งเราได้ล่วงหน้าเพื่อความรวดเร็วและสะดวกในการบริการ  คุณประโยชน์ของอาหารล้านนาอยู่ที่ความหลากหลายและชนิดของส่วนประกอบ เช่น ผักพืชนานาชนิด มีเครื่องเทศ เทคนิคการปรุงเหมาะสมและรสชาติอร่อยและยังส่งเสริมสุขภาพต่อต้านโรคได้อีกด้วย

รายการอาหารขันโตก (อาหารเติมได้ตลอด)

รายการอาหารปกติ
1. แกงฮังเลหมู
2. น้ำพริกอ่องหมู
3. น้ำพริกหนุ่ม
4. ไก่ทอด
5. ผัดผักรวม
6. ซุปไก่
7. แคบหมู
8. ผักสด
9. กล้วยทอด
10.หมี่กรอบ
11.ข้าวเหนียว
12.ชา , กาแฟ
13.ขนมนางเล็ด (ข้าวแต๋น)

อาหารเจ
1. น้ำพริกอ่องเจ
2. หมี่กรอบ
3. ผัดเปรี้ยวหวาน
4. ผัดผัก
5. แคบหมูเจ (โปรตีน)
6. ผักซุปแป้งทอด (เทมปุระ)
7. เต้าหู้สามรส
8. ผักสด
9. กล้วยทอด
10.ข้าวเหนียว , ข้าวสวย
11.ขนมนางเล็ด (ข้าวแต๋น)
12.ชา , กาแฟ
13.ขนมนางเล็ด (ข้าวแต๋น)


อาหารอิสลาม
1. แกงฮังเลไก่
2. น้ำพริกอ่องเจ
3. แคบหมูเจ (โปรตีน)
4. ผัดผัก
5. ไก่ทอด
6. ผักสด
7. หมี่กรอบ
8. กล้วยทอด
9. ซุปไก่
10.ข้าวเหนียว , ข้าวสวย
11.ขนมนางเล็ด (ข้าวแต๋น)
12.ชา , กาแฟ
13.ขนมนางเล็ด (ข้าวแต๋น)


นาฏศิลป์ล้านนา

     ที่ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ นอกจากจะจัดเตรียมอาหารรสเลิศไว้บริการแขกคนพิเศษของเราแล้ว เรายังเตรียมการแสดงพื้นเมืองแท้ ไว้เป็นอาหารตาชิ้นพิเศษสำหรับทุกท่าน ให้คุณได้ลิ้มลองไปพร้อมกับการรับประทานอาหารอีกด้วย การแสดงของเราแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การแสดงพื้นเมืองและการแสดงชาวเขา ในส่วนของการแสดงพื้นเมือง เรามีการแสดงทั้งสิ้น 13 ชนิดสลับสับเปลี่ยนกันแสดงทุกคืน

1. ฟ้อนเล็บ เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวลานนาไทย ซึ่งมักจะแสดงในโอกาสพิเศษเพื่อต้อนรับแขกผู้มีเกียรติหรือฟ้อนสมโภชในทางพุทธศาสนา ท่าเดินของฟ้อนเล็บนี้ถือกันว่าได้เลียนแบบมาจากการเยื้องย่างของช้าง ซึ่งในโบราณถือว่าเป็นสัตว์ชั้นสูงมีคุณค่ามาก แต่เดิมการฟ้อนเล็บนี้ไม่มีท่ารำเฉพาะแน่นอน พระราชชายาเจ้าดารารัศมี (ณ เชียงใหม่) ในรัชการที่ 5 (พ.ศ. 2416-2476) ได้ทรงโปรดปรับปรุงแก้ไขให้สวยงามและมีท่ารำเฉพาะแน่นอน

2.  ฟ้อนดาบ เป็นการแสดงศิลปะอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ป้องกันตัวเป็นการแสดงชั้นเชิงของการต่อสู้รวมกับท่าฟ้อนที่สวยงาม


3.  ฟ้อนสาวไหม เป็นการฟ้อนพื้นเมืองที่เลียนแบบมาจากการทอผ้าไหมของชาวบ้าน การฟ้อนสาวไหมเป็นการฟ้อนรำแบบเก่า เป็นท่าหนึ่งของฟ้อนเจิงซึ่งอยู่ในชุดเดียวกับการฟ้อนดาบ ลีลาการฟ้อนเป็นจังหวะที่คล่องแคล่วและรวดเร็ว (สะดุดเป็นช่วง ๆ เหมือนการทอผ้าด้วยกี่กระตุก) ประมาณปี พ.ศ. 2500 คุณบัวเรียว รัตนมณีกรณ์ ได้คิดท่ารำขึ้นมาโดยอยู่ภายใต้การแนะนำของบิดา ท่ารำนี้ได้เน้นถึงการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องและนุ่มนวล ซึ่งเป็นท่าที่เหมาะสมในการป้องกันไม่ให้เส้นไหมพันกันในปี พ.ศ. 2507 คุณพลอยศรี สรรพศรี ช่างฟ้อนเก่าในวังของเจ้าเชียงใหม่องค์สุดท้าย (เจ้าแก้วนวรัฐ) ได้ร่วมกับคุณบัวเรียวขัดเกลาท่ารำขึ้นใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 คณะอาจารย์วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ได้คิดท่ารำขึ้นมาเป็นแบบฉบับของวิทยาลัยเอง การฟ้อนของทางศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่เป็นการรวบรวมท่ารำที่สวยงามของทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน

4.  ระบำไก่ เป็นระบำชุดหนึ่งจากละครเรื่องพระลอตามไก่ เป็นการร่ายรำของบริวารของไก่แก้ว พระราชชายาได้ทรงคิดท่ารำขึ้นเนื่องในโอกาสฉลองกู่ (ที่บรรจุอัฐิ) ของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2452 ที่ท่านทรงนำมารวบรวมไว้ที่วัดสวนดอก จากงานพระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนรา-ธิปประพันธ์พงศ์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงประทานให้แก่ท่าน เรื่องพระลอนี้เป็นเรื่องทางลานนา เชื่อกันว่ามีเค้าโครงจากเรื่องจริง ซึ่งเกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 1629-1693 ระหว่างเมืองสองเมือง เมืองของพระลอกับเมืองของพระเพื่อนพระแพง สันนิษฐานว่าอยู่ในตอนเหนือของจังหวัดลำปางและจังหวัดแพร่ในปัจจุบันตามลำดับ ผู้เล่าเรื่องดั้งเดิมเป็นคนเมืองแพร่ เพราะเรื่องพระลอไม่ได้แพร่หลายในลานนาตะวันตก และเพราะว่าในสมัยโบราณแพร่ติดต่อกับกรุงศรีอยุธยามากกว่าติดต่อกับลานนาตะวันตก จึงทำให้เรื่องพระลอถูกเขียนขึ้นเป็นครั้งแรกโดยกวีกรุงศรีอยุธยาในลักษณะลิลิตระหว่างพ.ศ.1991-2076


5.  ฟ้อนเงี้ยว เป็นการฟ้อนของเมืองเหนือ ที่ได้ดัดแปลงมาจากการละเล่นของไทยใหญ่ (เงี้ยว) ต่อมาครูช่างฟ้อนในคุ้มหลวงเชียงใหม่ได้ปรับปรุงแก้ไขให้สวยงามขึ้น การแต่งกายสำหรับผู้ฟ้อนนิยมเป็น 2 แบบ แบบไทยใหญ่ใช้กางเกงเป้ากว้าง และแบบพม่าใช้ผ้าโสร่ง จะใส่ลอยชายหรือโจงกระเบนก็ได้
6.  ระบำซอ ได้ถูกแต่งและประดิษฐ์จากครูเพลงและครูช่างฟ้อนในวังของเจ้าดารารัศมีในปี พ.ศ. 2470 ใช้ฟ้อนในโอกาสที่ถวายต้อนรับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2468-2478) เสด็จประพาสเชียงใหม่ และในโอกาสสมโภชน์ช้างเผือกซึ่งน้อมเกล้าฯถวายให้ท่าน การแต่งกายเป็นชุดกระเหรี่ยง

7.  ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา เป็นการฟ้อนผสมระหว่างการฟ้อนในราชสำนักพม่าและรำไทยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงให้ครูช่างฟ้อนชาวพม่าและครูช่างฟ้อนในวังของท่านคิดท่ารำขึ้นมาระหว่างปี พ.ศ. 2458-2469 เครื่องแต่งกายเป็นแบบหญิงในราชสำนักพม่าสมัยพระเจ้าสีป้อ(พ.ศ.2421-2428)กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า

8.  ฟ้อนลื้อ การฟ้อนนี้เดิมเป็นการฟ้อนของชาวไทยลื้อ หมู่บ้านหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน บรรพบุรุษของชาวไทยลื้อนี้เดิมเป็นพวกอพยพสงครามจากแคว้นสิบสองปันนาในมณฑลยูนานของจีน ชาวไทยลื้อเหล่านี้หลบหนีการต่อสู้ระหว่างพระเจ้าสิบสองปันนาและหลานชายซึ่งสู้รบกันในระหว่างปี พ.ศ.2365-2366 แตกต่างจากบรรพบุรุษของชาวไทยลื้อกลุ่มอื่นในทางตอนเหนือของประเทศไทยซึ่งอพยพมาก่อนหน้านี้ประมาณ 22 ปี ในฐานะเชลยสงครามบางพวกก็ถูกชักชวนให้มาตั้งถิ่นฐานใหม่

9.  ฟ้อนโยคีถวายไฟ เจ้าแก้วนวรัฐ (พ.ศ. 2454-2482) เจ้าครองเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายได้ทรงให้นักดนตรีในวังของท่านและครูช่างฟ้อนชาวพม่าร่วมกันคิดท่ารำและบทเพลงขึ้นมาในโอกาสเสด็จประพาสเชียงใหม่ของกรมพระนครสวรรค์วรพินิจ โอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2465 ท่ารำได้ดัดแปลงมาจากท่าฤษีดัดตน เดิมเป็นการแสดงของผู้ชาย ในปี พ.ศ. 2477 ได้เปลี่ยนให้เป็นท่ารำของผู้หญิงเนื่องจากช่างฟ้อนผู้ชายหายาก

10  ฟ้อนน้อยใจยา เป็นฉากหนึ่งของละครเพลงชื่อเดียวกัน ได้แต่งขึ้นในปี พ.ศ. 2464 โดยท้าวสุนทรโวหาร คนเขียนหนังสือของอนุชาเจ้าดารารัศมี และถวายแก่เจ้าดารารัศมีในวันเกิดของท่าน ต่อมาเจ้าดารารัศมีได้ขัดเกลาบางตอนของละครและแต่งเพลงน้อยใจยาขึ้น ฉากนี้แสดงถึงน้อยใจยาชายหนุ่มผู้ยากจนได้ตัดพ้อต่อว่าแว่นแก้วสาวงามแห่งหมู่บ้าน ซึ่งจะแต่งงานกับส่างนันตาชายหนุ่มผู้ร่ำรวยแต่หน้าตาอัปลัษณ์ของอีกหมู่บ้านหนึ่ง แว่นแก้วบอกน้อยใจยาว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่เป็นความเห็นชอบของบิดามารดาและได้ยืนยันความรักของเธอที่มีต่อเขา หลังจากปรับความเข้าใจกันแล้วก็พากันหนีไป

11.  ฟ้อนเทียน ใช้ฟ้อนในเวลากลางคืน ไม่สวมเล็บ แต่ถือเทียนสองข้างประกอบการฟ้อนพระราชชายาฯได้ทรงปรับปรุงขึ้นจากการฟ้อนเล็บ เพื่อจะฟ้อนรับเสด็จรัชกาลที่ 7 ในคราวเสด็จประภาสเชียงใหม่พ.ศ.2469

12.  ฟ้อนไต ไตคือชื่อที่คนไทยใหญ่เรียกตัวเอง คนไทยใหญ่นี้นอกจากจะอาศัยอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์แล้วยังอาศัยอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย ฟ้อนไตได้ถูกคิดท่ารำโดยครูแก้วและนางละหยิ่น ทองเขียวผู้เป็นภรรยา ผู้ซึ่งเป็นคนไทยใหญ่ด้วย โดยในระหว่าง พ.ศ. 2483-97 ขณะที่ นางละหยิ่นได้อาศัยที่เชียงใหม่กับครูแก้ว นางได้เห็นการแสดงฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตาและได้ประทับใจมาก เมื่อนางกับครูแก้วกลังไปอยู่แม่ฮ่องสอนแล้ว จึงได้คิดท่ารำของฟ้อนไตขึ้นจากท่ารำของรำไทย พม่า และฟ้อนเชียงใหม่ ในปีพ.ศ.2500

13.  รำวง เกิดจากรำโทนของนครพนมและได้แพร่หลายไปยังภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย ต่อมาจอมพล ป.พิบูลสงครามได้มีคำสั่งให้กรมศิล์ปากรจัดท่ารำเป็นรำวงมาตรฐานขึ้น

รายการแสดงพื้นเมือง (จะสลับการแสดงในแต่ละชุดต่อวัน)
การแสดงพื้นบ้านและการแสดงชาวเขาจริงจากเผ่าต่างๆ

อัตราค่าบริการ
 

เปิดบริการทุกวัน
เวลา 19.00 น. - 21.30 น.
ราคาเต็ม
ราคาสำหรับลูกค้า
ใช้บริการลายไทย
ราคาสำหรับลูกค้า
สมาชิกลายไทย

ขันโตก + ชมการแสดง ผู้ใหญ่

(ไม่รวมรถรับ-ส่ง)

370
335
300

เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม.

185
170
150

ขันโตก + ชมการแสดง ผู้ใหญ่

(รวมรถรับ-ส่ง)

370
360
350

เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม.

185
180
170













หมายเหตุ: อัตราดังกล่าวรวมค่าบริการอาหารขันโตกพร้อมการแสดงไว้แล้ว

สนใจจอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ โทร 02-8879680 02-8878802 02-8878803

แผนที่การเดินทางไปร้านขันโตก ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่




Loading...

  
เชียงใหม่/Information of CHIANGMAI

  Old Chaing Mai Cultural Centre (ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่)
Located on the road to Chom Thong, the centre stages Lanna Thai cultural performances with
a Khan Tok Dinner. Objects d'art are displayed.


  ติดต่อเช่ารถพร้อมคนขับ/ โฆษณาข่าวสาร

Add friend ที่ @topcm
เพิ่มเพื่อน