Home >> ที่เที่ยว >> ฮานอย-ซาปา งบหลักพันก็เที่ยวได้ บินตรงจากเชียงใหม่ไปกับ AirAsia

ฮานอย-ซาปา งบหลักพันก็เที่ยวได้ บินตรงจากเชียงใหม่ไปกับ AirAsia

 

ทริปเที่ยวรอบนี้เราใช้เวลา 3 วัน 2 คืน ในฮานอย-ซาปา งบแค่หลักพัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหารการกิน ทั้งอร่อยและราคาชิวๆ ส่วนวันเที่ยวแค่ลาวันเดียวก็เที่ยวได้ง่ายๆ โดยเฉพาะสำหรับคนทำงานประจำลาแค่หนึ่งวันก็สามารถมอบรางวัลให้กับตัวเองได้แล้ว หรือถ้าติดลมก็ลาเพิ่มอีกก็ไม่ว่ากัน รับรองว่าเป็นการลาเที่ยวที่คุ้มค่าแน่นอน

การเดินทางทริปนี้เราบินตรงจากเชียงใหม่ไปฮานอยด้วยสายการบิน AirAsia ที่ใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วโมงกว่าๆ ไปยังประเทศเวียดนาม ประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง แค่ใช้หนังสือเดินทาง Passport ก็เที่ยวได้แล้ว ค่าตั๋วเครื่องบอกเลยว่าถูกมากๆ พันต้นๆ แถมยังได้เที่ยวต่างประเทศอีกด้วย สงสัยละสิว่าทำไมถูกขนาดนี้ ของดีและถูกแบบนี้หาที่ไหนไม่ได้แล้ว ต้องที่นี่ที่เดียว สายการบิน AirAsia ที่มาพร้อมแพ็กเกจ Value Pack ในราคาสุดคุ้ม ที่ได้ทั้งอาหาร น้ำหนักกระเป๋า เลือกที่นั่ง และมีประกันเดินทางครอบคลุมให้อีก สบายใจ และยังสบายกระเป๋าด้วยน้า รีบจองเลย www.airasia.com ป่ะไปแอ่วกั๋นเตอะ

” 3 days 2 nights in Hanoi –Sapa “
หากนึกถึงฮานอยแล้ว หลายคนคงนึกถึงเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเก่าแก่มากมาย เหมาะกับคนชอบเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่ถ้าหากใครที่อยากจะสัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตไปพร้อมๆ กัน ซาปาก็ถือว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ต้องมาคู่กัน เมืองที่มีนาขั้นบันไดกับยอดเขาฟานซิปันที่ไม่ได้แค่สวยในหน้าหนาว วันนี้ทางเพจจะพาทุกคนไปสัมผัสกับฮานอยและซาปา ในอีกมุมหนึ่ง ที่น่าไปเที่ยวไม่แพ้กันเลยครับ
สำหรับการเดินทางในทริปนี้ ทางเราได้เดินทางไปฮานอยโดยใช้บริการจากสายการบินแอร์เอเชีย บินตรงจากเชียงใหม่-ฮานอย เพียง 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น สำหรับชาวเชียงใหม่คนไหนที่ไม่อยากเสียเวลาไปต่อเครื่องถึงกรุงเทพฯ นี่ก็ถือเป็นอีกทางเลือกนึงที่สะดวกมากๆ ครับ
ก่อนเดินทางเราได้แลกเงิน USD ไปก่อนแล้วจึงแลกเงิน VND อีกทีเมื่อถึงสนามบินโหน่ยบ่าย วิธีนี้จะได้เรทเงินที่ดีกว่าการแลกเงินไทยเป็น VND โดยตรงครับ (…บรรยายถึงบนเครื่อง เช่น ของกิน..) เมื่อถึงสนามบินโหน่ยบ่ายแล้ว แนะนำให้ทำการซื้อซิมและแลกเงินให้เรียบร้อย ก่อนจะออกเดินทางไปย่าน Old Quarter โดยใช้บริการจาก Grab ครับ สำหรับการเดินทางที่นี้ Grab ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่สะดวก รวดเร็ว ราคาถูก และไม่เสี่ยงต่อการโดนโกงจากแท็กซี่เจ้าถิ่น แต่ถ้าหากใครที่มีเวลาพอและอยากลองเดินทางแบบโลคอลซักครั้ง ส่วนใหญ่มักจะเลือกการนั่งบัสจากสนามบินซึ่งมีราคาถูกกว่ามากในการเข้าไปยังตัวเมืองครับ

สำหรับ Route ในแต่ละวันของทริปนี้คือ
• Day 1 •
– เดินทางจากสนามบินแล้วรับตั๋วรถนอนไปซาปา ที่ Sapa Express Office ในย่าน Old Quarter จากนั้นฝากกระเป๋าไว้ที่ Office
– เดินไปวัดหง๊อกเซิน (Temple of the Jade Mountain)
– วิหาร St. Joseph (St. Joseph Cathedral)
– เดินเล่น ชิมอาหารโลคอล และตะเวนหาคาเฟ่ต่างๆ บริเวณ Hanoi Night Market
– เดินกลับไปที่ Office เพื่อเช็คอินตอน 21.20 และรอรถออกตอน 22.00

• Day 2 • 
– รถนอนจากฮานอยถึงซาปาประมาณ 03.30-04.00 แต่จะจอดให้ผู้โดยสารนอนจนถึง 05.30-06.00 แล้วจึงปลุกครับ
– เรียกแท็กซี่ที่จอดอยู่บริเวณนั้นเพื่อพาเราไปยังโรงแรมบนถนน Len Nui Ham Rong แล้วจึงอาบน้ำและงีบซักพัก
– ออกมาเดินเล่นบริเวณนั้นและหาอาหารเช้าทาน
– 08.45 เดินไปยัง Sun Plaza ซื้อตั๋วรถรางและกระเช้าลอยฟ้าเพื่อขึ้นไปยอดเขา Fansipan
– ลงมาประมาณบ่าย 2 เพื่อเตรียมตัวไปขึ้นรถนอนกลับฮานอยตอน 15.00
– เดินทางถึงฮานอยเวลาประมาณ 21.00 แล้วจึงเดินเอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรมชื่อ Old Quarter Family Hotel
– ออกมากินเบียร์บนถนน Ta Hien แล้วกลับที่พัก
• Day 3 •
– ทานอาหารเช้าที่โรงแรม +เรียก Grab ไปสะพาน Long Bien (Long Bien Bridge)
– เดินไป Phung Hung Street Art
– ต่อด้วย Hanoi Street Train
– กลับมากินบุ๋นจ๋า บริเวณใกล้ๆโรงแรม
– ขึ้นรถจากโรงแรมไปสนามบินโหน่ยบ่ายตอน 12.40

มาสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดกันครับ โดยทริปนี้ไปกัน 2 คน พอหารแล้วจะตกคนละ 4039 บาทเท่านั้น
• ค่าที่พัก = 730,250 VND (960 บาท)
คนละ 365,125 VND (480 บาท)
– โรงแรมที่ซาปา 350,000 VND (460บาท)
– โรงแรมที่ฮานอย (Old Quarter Family Hotel) 380,250 VND (500บาท)

• ค่าอาหารตลอดทริป = 853,000 VND (1,122บาท)
คนละ 426,500 VND (561บาท)

• ค่าเดินทาง (Grab/Taxi/Sleeping Bus) =
คนละ 1,169 บาท
– ค่ารถนอนไป-กลับคนละ 24 USD (735บาท)
– ค่าgrab จาก สนามบินโหน่ยบ่าย ไป ย่าน Old Quarter 256,000 VND (337บาท)
– ค่าแท๊กซี่ จากสถานีรถบัส (ซาปา) ไป โรงแรม 70,000 VND (92บาท)
– ค่าแท๊กซี่ จากโรงแรม ไป Sapa Express Office (ซาปา) 50,000 VND (66บาท)
– ค่าgrab จากโรงแรม (ฮานอย) ไป สะพาน Long Bien 25,000 VND (33บาท)
– ค่าgrab จาก Hanoi Street Train ไป โรงแรม 25,000 VND (33บาท)
– ค่ารถรับส่งสนามบิน (เที่ยวเดียว) 10 USD (306บาท)

• ค่าตั๋วเข้าชมวัดหง๊อกเซินคนละ 30,000 VND (39 บาท)
• ค่าตั๋วขึ้นฟานซิปันคนละ 820,000 VND (1,790บาท)

ทริปนี้ใช้งบไม่เยอะเลย งบหลักพัน ลาวันเดียวก็เที่ยวได้ง่ายๆ
เที่ยวต่างประเทศไปกับ AirAsia ประสบการณ์การดีๆจากการเดินทางที่คุณไม่มีวันลืม
มาเที่ยวกันนะ

#AirAsiaTravel #AirAsiaBIGThailand #ประเทศเพื่อนบ้านเที่ยวเลยไม่ต้องรอ #แอร์เอเชียบินตรงเชียงใหม่ฮานอย
#ไปฮานอยไปกับแอร์เอเชีย #TopChiangMai

ขึ้นเครื่องจากสนามบินเชียงใหม่ เชียงใหม่-ฮานอย ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ใครที่หิวก็สามารถสั่งอาหารบนเครื่องได้ด้วย อร่อยสุดๆ และยังมีอีกทางเลือก ที่จะได้ราคาสุดคุ้ม Value Pack แพ็กสุดคุ้ม ในแพ็กเกจ มี อาหาร น้ำหนักสัมภาระ 20 กิโล และประกันตลอดการเดินทาง แพ็กเกจนี้สามารถเลือกได้ตอนจองตั๋ว

หลังจากลงเครื่องเสร็จเราก็นั่งรถเข้าเมืองกันเลย ระหว่างทางเข้าเมือง เราจะผ่าน สะพานเหญิตเติน เป็นสะพานใหญ่ที่สุดในเวียดนาม สะพานข้ามแม่น้ำแดงกรุงฮานอย มีระยะทาง 1500 เมตร

หลังจากลงรถเราก็เดินไปที่ วัดหง๊อกเซิน (Temple of the Jade Mountain) ระหว่างทางเดินไปก็มีสิ่งน่าสนใจเยอะแยะเลย

วัดหง๊อกเซิน (Temple of the Jade Mountain)

วัดหง๊อกเซิน (Temple of the Jade Mountain) เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆกลางทะเลสาบฮว่านเกี๋ยมหรือทะเลสาบคืนดาบ (Hoan Kiem Lake) เชื่อมด้วยสะพานสีแดงเทฮุก (The Huc) ซึ่งสร้างในแบบเวียดนามดั้งเดิม ที่นี้ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่หนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวเวียดนามและชาวต่างชาติ เวลาเปิด-ปิด : 08.00 – 18.00 น. ค่าเข้าชม: 30,000 ด่ง

หลังจากชม วัดหง๊อกเซิน เสร็จแล้วเราก็เดิน ไป วิหารเซนต์โยเซฟ (St.Joseph Cathedral) กันต่อ เมื่อออกมาจากวัดหง๊อกเซิน โดยรอบทะเลสาบนั้นจะสามารถเห็นถนนที่ปิดเพื่อให้คนมาเดินเล่นและทำกิจกรรมต่างๆนอกบ้าน เช่น การละเล่นแบบเวียดนาม รวมถึงการรวมตัวของกลุ่มวัยรุ่นเวียดนามที่จะมาเต้นบริเวณจตุรัส Dong Kinh Nghia Thuc ในช่วงเย็น

วิหารเซนต์โยเซฟ (St.Joseph Cathedral)

และเราก็มาถึง วิหารเซนต์โยเซฟ (St.Joseph Cathedral)เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิคที่สร้างในสไตล์นีโอกอธิค แสดงในเห็นถึงสถาปัตยกรรมในช่วงเฟรนช์โคโลเนียล โดยถูกตั้งชื่อตามนักบุญอุปถัมภ์โยเซฟและมีรูปแบบมาจากมหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส (Notre Dame de Paris)

บริเวณข้างนอกสามารถเยี่ยมชมและถ่ายรูปได้ตลอดเวลา ส่วนด้านในวิหารจะมีเวลาเปิด-ปิดตามช่วงเวลานมัสการ เวลาเปิด-ปิด: จันทร์-เสาร์ 08.00-11.00 น./14.00-17.00 น.อาทิตย์ 07.00-11.30 น./15.00-21.00 น. ค่าเข้าชม : ฟรี

เดินจนคอแห้งเลย เราจึงแวะกินชานม ข้างๆวิหารก่อนไปเดินเล่นถนนคนเดินร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามวิหารเลยครับ สำหรับสายชานมไข่มุก Sharetea และ Royal Tea ถือเป็นร้านที่ควรมาลองซักครั้ง

นั่งพักกินชามุกเสร็จก็ไปกันต่อเลยถนนคนเดินระหว่างทางไปถนนคนเดินก็มีมุมสวยๆหลายมุมอยู่นะ

Hanoi Night Market หรือถนนคนเดินบริเวณทะเลสาบคืนดาบ เป็นถนนคนเดินที่เหมาะมากกับการมาช๊อปปิ้ง ชิมอาหารโลคอล หรือจะเดินเล่นเก็บบรรยากาศ มองดูวิถีชีวิตของชาวฮานอยในยามค่ำคืน

ลองชิมปิ้งย่างของที่นี้ดู รสชาติค่อนข้างจืดเมื่อเทียบกับบ้านเรา อันนึงเป็นหมูปิ้งนุ่มๆฉ่ำซอส กับอีกอันเป็นกุนเชียงที่ไม่หวานมาก ไม้ละ 10,000 ด่ง

เดินเพลินๆ แวะพักซักหน่อยที่ร้าน Coffee A บรรยากาศเหมาะกับการมานั่งชิลล์ๆที่ระเบียง นั่งดูวิถีชีวิตผู้คนชาวเวียดนาม ที่ร้านมีทั้งเมนูชา กาแฟ น้ำปั่น และเบียร์

สำหรับนักดื่มมาแล้วต้องลอง Hanoi Beer จิบเบียร์เย็นๆ ปล่อยอารมณ์ เคลิ้ม ไปกับบรรยากาศ

หลังจากนั่งชมบรรยากาศยามค่ำคืนที่ร้าน Coffee A เดินออกมาจากร้านไม่ถึง 50 เมตร ทางด้านขวามือก็จะเจอร้านเฝอไก่ที่มีทั้งชาวต่างชาติและชาวเวียดนามเองมานั่งทาน รสชาติจืดๆตามสไตล์อาหารเวียดนามเลย ถ้าไม่ชอบจืดก็ปรุงได้ตามใจชอบเลย ถ้วยนี้ราคาแค่ 30,000 ด่งเท่านั้น

เนื่องจากยังมีเวลาเหลือก่อนเวลา Check-in เราเลยแวะร้าน AHA Cafe และเหมือนเดิมครับ เบียร์ 1 ขวด และโกโก้ 1 แก้ว ก่อนเดินกลับไปที่ Office ที่ซื้อตั๋วรถ

สำหรับการเดินทางไปยังซาปา สามารถจองตั๋วออนไลน์ผ่านทางเว็ปไซต์ sapaexpress.com จ่ายได้ทั้งเงินสด บัตรเดบิต/เครดิต และ PayPal ส่วนค่าเสียหายสำหรับรถนอนไป-กลับ ราคาจะอยู่ที่ 24 USD ครับ – พอถึง Office ที่ซื้อตั๋วรถ เราก็มา Check-in กับพนักงาน แล้วจึงไปล้างหน้า แปรงฟันพร้อมเปลี่ยนชุด เรานั่งรอบ 3 ทุ่ม จะถึงซาปา 6 โมงเช้า ระยะทาง ประมาน 300 กว่ากิโล ปล.ที่Office ไม่มีห้องอาบน้ำนะครับ ถ้าใครทนไม่ไหวจริงๆสามารถเปิดโรงแรมถูกๆไว้อาบน้ำได้ หรือจะลองติดต่อ luggage storages แถวนั้นเพื่อสอบถามบริการห้องอาบน้ำได้ ได้เวลาขึ้นรถแล้ว รถเป็นรถนอน ก่อนขึ้นรถพนักงานจะแจกถุงสำหรับใส่รองเท้า ส่วนที่นั่งก็สามารถเลือกได้ตามใจชอบเลยครับ

ระหว่างเดินทางรถก็จะแวะจอดจุดพักรถ ประมาน 1 ชั่วโมง มีร้านอาหารเครื่องเดิม ของฝาก และห้องน้ำถึงซาปาแล้ว ฝนตกตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ วิวหมอกสวยงามจริง และเราเลยเรียกแท็กซี่แถวนั้นให้ไปส่งในตัวเมือง เข้าเมืองแล้วก็หาอะไรกินก่อนเลย บั๋นหมี่ (Banh Mi) อาหารโลคอลอีกอย่างของเวียดนามครับ ทำมาจากบาแกตต์ ใส่ตับบด แฮมชนิดต่างๆ และไข่กวน ตามด้วย พิซซ่าเวียดนาม มาแล้วต้องลอง

หลังจากเติมพลังเสร็จแล้วก็ไปเดินเล่นถ่ายรูปกันต่อ และนี่คือโบสถ์หินแห่งเมืองซาปา ที่มีชื่อว่า The Ancient Stone Church เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายรูปกัน จากในตัวเมืองซาปา สามารถมองเห็นภูเขาฟานซีปัน เป็นวิวที่อลังการมาก

ลานจัดกิจกรรมสำหรับชาวเมืองซาปา หลังจากเดินเล่นและเติมพลังเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินมาที่ห้าง Sun Plaza เพื่อซื้อตั๋วสำหรับขึ้นไป Fansipan กัน

มีน้ำตกหลายสายบนภูเขา บ่งบอกถึง ความอุดมสมบูรณ์ มากๆและนี่คือบรรยากาศในตัวเมืองช่วงฝนตก

จุดขายตั๋ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการขึ้นไปบน Fansipan นั้น ค่าตั๋วจะอยู่ที่ 820,000 ด่ง ซึ่งตั๋วใบนี้จะรวม
– ค่ารถรางไป-กลับ จากสถานี Sa Pa ไปสถานี Muong Hoa
– ค่ากระเช้าไป-กลับ จากสถานี Hoang Lien ไปสถานี Fansipan
– ค่ารถรางจากสถานี Do Quyen ขึ้นไปยังสถานี Truc May (ขากลับต้องเดินลงเพื่อมาขึ้นกระเช้าที่สถานี Fansipan)
ซื้อตั๋วเสร็จก็ไปขึ้นรถรางกันเลย ก่อนขึ้นรถรางแนะนำให้หยิบแผนที่สีเขียวเพื่อใช้ในการเที่ยวครับ เนื่องจากข้างบนจะกว้างมาก มีหลายสถานีและหลายจุดให้เยี่ยมชม อาจทำให้งงได้ ถ้าไม่มีแผนที่ไว้ดูประกอบ

วิวระหว่างนั่งรถราง อลังการงานสร้างมาก

ลงรถรางเสร็จก็ไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้าต่อ  วิวสวยงามมากเห็นนาขั้นบันได และ ภูเขาน้ำตก วิวหลักล้านเลย

ระหว่างทางขึ้นก็จะมีจุดรถรางอีกจุดสำหรับคนเดินไม่ไหวก็ขึ้นรถรางเลย

พอมาถึงข้างบนแล้ว อากาศจะต่างกับข้างล่างมากครับ แนะนำให้เตรียมเสื้อที่สามารถกันหนาวและกันลมได้ หรือจะมาซื้อเสื้อกันลม ชุดกันฝน อุปกรณ์กันหนาวที่ร้าน Tuyet Tung ตรงสถานี Fansipan ก็ได้เหมือนกัน ขึ้นมาช่วงหน้าฝนหมอกเต็มเลย ทำให้บรรยากาศของสถานที่อย่างกับหลุดออกมาจากในเทพนิยายเลย


ฟานซีปัน ด้วยระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,143 เมตร ฉายานามว่า หลังคาแห่งอินโดจีน

และแล้วก็มาถึงจุดสูงสุด ยอดเขาฟานซีปัน ด้วยระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,143 เมตร ฉายานามว่า หลังคาแห่งอินโดจีน หลังจากอิ่มกับบรรยากาศบนยอดแล้ว ก็มาเดินลงอีกทาง ถึงเวลาแล้วก็กลับกันได้

ถึงเวลาแล้วก็กลับกันได้ขากลับก็นั่งกระเช้าลอยฟ้าและไปต่อด้วยรถราง

ลงมาแล้วก็เตรียมตัวรอรถบัสนอนที่ Office ครับ – รถออกจากซาปาเกือบๆบ่าย3ครึ่ง ซึ่งก่อนถึงฮานอย รถบัสจะจอดพักให้ 2 ที่ สำหรับพักเข้าห้องน้ำและทานข้าวเย็น

ถึงฮานอยแล้ว รถจะมาจอดอยู่ตรง Officeเดิม ที่มาขึ้นรถครั้งแรก แล้วจึงเดินไปที่โรงแรมที่จองไว้เพื่อ Check-in โรงแรมที่พักชื่อว่า Old Quarter Family Hotel
หลังจากเอาของเก็บที่โรงแรม เราก็เดินออกมาที่ถนน Ta Hien ใกล้ๆโรงแรม ถนนเส้นนี้ตลอดสายจะมีแต่คลับ บาร์ และร้านนั่งชิลล์ ให้ความรู้สึกเหมือนข้าวสารบ้านเราเพราะมีทั้งฝรั่ง เกาหลี และคนจีน ที่นี่คนคึกคักมาก

เดินเล่นดูร้านไปเรื่อยๆ คอแห้งแล้ว และก็ถึงเวลาผ่อนคลายบ้างแล้ว เราสั่งเบียร์ไป 3 ขวด + มันหวานและปอเปี๊ยะทอด ค่าเสียหาย 350,000 ด่ง ย่านนี้ส่วนตรงที่นั่งตรงถนน ประมาน 23.30 จะเริ่มเก็บ เพื่อเปิดถนนต่อ ถ้าจะดื่มต่อก็ย้ายเข้าไปในร้านและวันนี้ขอพักผ่อนก่อนดีกว่าพรุ่งนี้ต้องเที่ยวต่อ

เช้าวันที่ 3 ก่อนกลับ เราแวะมาที่สะพาน Long Bien โดยใช้Grab แนะนำให้เสิชว่า Ga Long Bien แล้วจะเจอบันไดก่อนขึ้นไปสถานี พอเดินมาถึงข้างบนจะเห็นตึกสีขาวเหมือนสถานีรถไฟอยู่ทางด้านขวา ซึ่งข้างหน้าจะเป็นสะพาน Long Bien ที่ยาวสุดลูกหูลูกตา เหมือนกับชื่อของสะพาน และแล้วก็ถ่ายรูปรัวๆกันเลย

สะพาน Long Bien ถือว่าเป็นสถานที่ชาวต่างชาติรวมถึงวัยรุ่นชาวเวียดนามเองนิยมมาถ่ายรูปแนวสตรีทที่นี้ ช่วงเวลาที่แนะนำให้มาคือช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกเพราะ แสงจะสวยมากและอากาศไม่ร้อนเกินไป จากสะพาน Long Bien เดินมาประมาณ 5 นาที ก็จะมาถึง Street Art บนถนน Phung Hung ที่มีแต่งานอาร์ตให้เสพและถ่ายรูป

เดินถ่ายรูปเสร็จก็มาแวะกินกาแฟร้าน KADI CAFÉ ข้างๆ ตรง Street Art

กินกาแฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไปกันต่อที่ Hanoi Street Train เดิน ประมาน 10-15 นาที ก็ถึง Hanoi Street Train ซึ่งที่นี้ก็มีคาเฟ่ค่อนข้างเยอะไม่แพ้กัน สำหรับใครที่มาที่นี้แล้วอยากเห็นรถไฟหรือถ่ายรูปรถไฟ แนะนำให้มาก่อน 15.30/19.30 ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่รถไฟผ่านมาพอดี

เดินถ่ายรูปเสร็จก็นั่งรถกลับไปที่โรงแรม เพื่อเก็บของเตรียมตัวกลับ มื้อเที่ยงวันนี้ ปิดท้ายด้วยอาหารเวียดนามอย่าง บุ๋นจ๋า (Bun Cha) ที่เส้นจะหน้าตาเหมือนขนมจีนบ้านเรา กินกับน้ำซุปที่มีหมูย่าง แครอทดองและมะลอกอดอง หรือจะกินคู่กับปอเปี๊ยะกุ้ง ก็อร่อยไปอีกแบบ แต่ถ้าหากว่าใครที่มีเวลาเพียงพอ แนะนำให้ไปลองร้าน Bun Cha Huong Lien ซึ่งเป็นร้านดังและ The best ของที่นี้ ที่แม้แต่โอบาม่าก็ยังไปกินตอนมาฮานอย สำหรับมื้อนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 90,000 ด่ง
– บุ๋นจ๋าถ้วยละ 30,000 ด่ง 2 ถ้วย
– ปอเปี๊ยะกุ้ง 1 จาน 20,000 ด่ง
– น้ำเปล่า 2 ขวด ขวดละ 10,000 ด่ง
ชื่อร้าน: Bun Cha 82

ขากลับเราจองรถจากโรงแรมให้ไปส่งที่สนามบินโหน่ยบ่ายในราคา 10 USD ซึ่งราคาถือว่าพอๆกับGrab เลยครับ ถ้าใครอยากจะใช้Grab ก็ได้เหมือนกัน
เรากลับก่อนนะเวียดนาม

และขากลับ AirAsia ยังมีไฟท์บินจาก ฮานอย – เชียงใหม่ ดูแลดีตลอดทั้ง ขามาและขากลับแบบนี้รักตายเลย ทริปนี้ใช้งบไม่เยอะเลย งบหลักพันลาวันเดียวก็เที่ยวได้ง่ายๆ เที่ยวต่างประเทศไปกับ AirAsia ประสบการณ์การดีๆจากการเดินทางที่คุณไม่มีวันลืม มาเที่ยวกันนะ

ติดต่อเช่ารถพร้อมคนขับ/ โฆษณาข่าวสาร
Add friend ที่ @topcm
เพิ่มเพื่อน

เชิญแสดงความคิดเห็นเจ้า