Home >> ที่เที่ยว >> ถ้ำ >> ถ้ำตับเตา มากเรื่องราวธรรมชาติและประวัติศาสตร์
วัดถ้ำตับเตา (58)

ถ้ำตับเตา มากเรื่องราวธรรมชาติและประวัติศาสตร์

ท็อปเชียงใหม่พาไปเที่ยวถ้ำในอำเภอไชยปราการ  “ถ้ำตับเตา” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บริเวณโดยรอบถ้ำตับเตาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานาพรรณ เป็นถ้ำหินปูนกว้างและสูงประมาณ 6 เมตร เป็นวัดที่ร่มรื่นและยังคงความเป็นธรรมชาติมากๆ ครับ  ถ้ำตับเตาเป็นถ้ำที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดถ้ำตับเตาครับ  ถือเป็นศาสนสถานโบราณนานนับหลายร้อยปีมาแล้ว  ตัวถ้ำเป็นแนวเขาหินปูนกั้นเขตอำเภอไชยปราการกับอำเภอเมืองเชียงดาว ถ้ำตับเตามีขนาดเล็กกว่าถ้ำเชียงดาว แต่มีความสวยงามไม่แพ้กันภายในถ้ำ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ถ้ำตับเตานี้แยกออกเป็น 2 ถ้ำ คือถ้าขึ้นทางขวาไปถ้ำมืด (ถ้ำปัญเจค)  ซึ่งจะมืดสนิทครับ มีไฟดวงเล็กๆ ส่องเป็นระยะๆ และ ทางซ้ายไป ถ้ำแจ้ง (ถ้ำผาขาว) เข้าไปนิดเดียว ข้างใน มีวิหารพระนอนองค์ใหญ่ กับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ บริเวณหน้าถ้ำมีกุฏิและศาลาสำหรับพักผ่อน ภายในบริเวณวัดยังมีหอพระไตรปิฎกสร้างอยู่กลางน้ำอีกด้วยครับ

วัดถ้ำตับเตา (13)บันไดขึ้นไปชมถ้ำตับเตา

วัดถ้ำตับเตาปรากฏพระพุทธรูปไสยาสน์องค์ใหญ่ ขนาดความยาวกว่า 9 เมตร  สร้างด้วยการก่ออิฐถือปูนพอกด้วยยางไม้รักปิดทองแบบศิลปะอยุธยา  ทั้งนี้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นโดยสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถเมื่อคราวท่านยกกองทัพมาเพื่อจะเข้าตีเมืองพม่าและตีเมืองตองอูในปี พ.ศ. 2135 และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกกองทัพหลวงไปทางเชียงดาวเข้าพักพลที่เมืองหาง  ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองในราชอาณาจักรไทย ถ้ำตับเตาแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับพักกองทัพของสมเด็จพระเอกาทศรถ

วัดถ้ำตับเตาเป็นวัดที่ร้างมานานก่อนที่เจ้าหลวงมหาวงค์  จะสั่งให้บูรณปฏิสังขรณ์  สร้างวัดถ้ำตับเตาขึ้น  ได้มีฝรั่งชาวนอร์เวย์  ชื่อ มร.คาร์ลบ็อก  มาสำรวจธรรมชาติในล้านนาเข้ามาพักที่เมืองฝาง  เขาได้บันทึกถึงความสำคัญของสถานที่นี้ไว้ว่า  ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนามากกว่าร้อยปี  มีองค์พระนอนที่ชำรุดทรุดโทรมมาก ยางไม้และทองหลุดร่อนลงเป็นแห่งๆ รอบๆ พระนอนองค์ใหญ่นี้มีพระสาวกนั้งประนมมือประหนึ่งฟังคำสวดจากพระพุทธเจ้า

วัดถ้ำตับเตา (69) วัดถ้ำตับเตา (71) วัดถ้ำตับเตา (73) วัดถ้ำตับเตา (75) วัดถ้ำตับเตา (79)
วัดถ้ำตับเตา (80) วัดถ้ำตับเตา (96)วัดถ้ำตับเตา (83)

ถ้ำตับเตา ถือเป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนในแอ่งที่ราบโหล่งเมืองไชยปราการ – ฝาง มีอายุเก่าแก่ โดยมีตำนานที่ผูกเรื่องราวพื้นบ้านเข้ากับความศรัทธาในพระพุทธศาสนาว่า ในสมัยพุทธกาล ขณะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใกล้จะปรินิพพาน หลังจากทรงตรากตรำพระวรกายในการประกาศพระศาสนาในถิ่นฐานต่างๆ เมื่อจวนได้เวลาเสด็จดับขันธ์ปรินิพานตามคำทูลอาราธนาของพญามาร พระพุทธองค์ได้รับบิณฑบาตอาหารที่ประกอบด้วยสุกรมัทวะจากนายจุนนะ เป็นเนื้อหมู (เนื้อหมูเป็นโรค บางตำนานก็ว่าเป็นอาหารประกอบจากเห็ดที่งอกจากหลุมฝังศพซากหมูตายด้วยโรค) หลังจากรับบิณฑบาต พระพุทธองค์ก็ทรงประชวรและอาเจียน เนื่องจากอาหารเป็นพิษ ขณะที่ทรงประชวรอยู่ก็ทรงประทับที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำนั้นคือถ้ำตับเตา

วัดถ้ำตับเตา เป็นชื่อที่เรียกเพี้ยนมาจากคำว่า “ดับเต้า” ซึ่งหมายถึงการดับขี้เถ้า ที่เกิดจากการเผาไหม้ของป่า ทั้งนี้เมื่อเรียกกันนานๆ เข้าก็เลยเพี้ยนมาเป็นตับเตา ซึ่งคนในภูมิภาคอื่นไม่ทราบความหมายก็เลยเรียกว่า”ถ้ำตับเตา”  ซึ่งมีความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง คือตับของสัตว์ชนิดหนึ่ง

เจ้าอาวาสจึงสันนิษฐานว่าด้วยเหตุผลที่พระพุทธรูปไสยาสน์องค์นี้เก่าแก่โบราณ ซึ่งคนโบราณแต่ละถิ่นแคว้นจะมีลักษณะศิลปะการก่อสร้างเป็นของตนเอง ถ้าสร้างโดยช่างฝีมือล้านนาไทยคงจะต้องมีลักษณะศิลปะแบบล้านนา สร้างแล้วก็คงมอบให้เจ้าเมืองฝางเป็นผู้ดูแล

วัดถ้ำตับเตาเป็นวัดที่ร้างมานานก่อนที่เจ้าหลวงมหาวงศ์จะสั่งให้บูรณะปฎิสังขรณ์สร้างวัดถ้ำตับเตาขึ้น ได้มีฝรั่งชาวนอรเวย์ ชื่อ มร.คาร์ลบ็อก มาสำรวจธรรมชาติในล้านนาไทยเข้ามาพักที่เมืองฝาง เขาได้บันทึกถึงความสำคัญของสถานที่นี้ไว้ว่า ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนามามากกว่าร้อยปี มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นพระนอน ก่อด้วยอิฐโบกปูนทาด้วยยางไม้และปิดทอง ชำรุดทรุดโทรมมาก ยางไม้และทองหลุดร่อนลงเป็นแห่ง ๆ รอบ ๆ พระนอนองค์ใหญ่นี้มีพระสาวกนั่งประนมมือประหนึ่งฟังคำสวดจากพระพุทธเจ้า

วัดถ้ำตับเตา (16)หอพระไตรปิฎกกลางน้ำ

 วัดถ้ำตับเตา (115) วัดถ้ำตับเตา (116) วัดถ้ำตับเตา (120) วัดถ้ำตับเตา (124)
ภายในบริเวณวัดร่มรื่น มีหอพระไตรปิฎกสร้างอยู่กลางน้ำ สิ่งสำคัญในวัดคือถ้ำตับเตา มีขนาดเล็กกว่าถ้ำเชียงดาว แต่มีความสวยงามไม่แพ้กัน ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ถ้ำตับเตานี้แยกออกเป็น 2 ถ้ำ คือถ้ำแจ้ง และถ้ำมืด (ถ้ำผาขาว และถ้ำปัญเจค) บริเวณหน้าถ้ำมีกุฏิและศาลาสำหรับพักผ่อน
ถ้ำผ้าขาวมีบันไดขึ้นไปบริเวณถ้ำกว้างประมาณ 10 วา มีแสงสว่างจากช่องโหว่บนเขาส่องลงมา มีพระพุทธรูปก่อปูนขนาดใหญ่ อยู่บนแท่นกับพระพุทธรูปนอน พระอรหันต์ล้อมรอบแสดงถึงตอนพระพุทธเจ้าประชวร อีกถ้ำหนึ่งอยู่ห่างจากถ้ำผ้าขาวราว 45 เมตร เรียกถ้ำปัจเจค ปากถ้ำลึกประมาณ 5 วา มีบันไดพาดเป็นบางแห่ง ในถ้ำทางคดเคี้ยวบางตอนเป็นช่องแคบ ถ้ำลึกมากต้องหาเทียนไขหรือตะเกียงเจ้าพายุเข้าไป
วัดถ้ำตับเตา (125) วัดถ้ำตับเตา (128)วัดถ้ำตับเตา (58) วัดถ้ำตับเตา (33) วัดถ้ำตับเตา (25) วัดถ้ำตับเตา (29)

สุดปลายถ้ำมีพระพุทธรูปและเจดีย์นอกจากนี้มีรูปปูนปั้นเป็นเด็กหญิงแถวหนึ่ง เด็กชายแถวหนึ่งปราศจากเครื่องแต่งกาย ผู้ใดต้องการมีบุตรหญิงหรือบุตรชายก็ให้หาธูปเทียนสักการบูชา พระพุทธรูปอธิษฐานขอเอาตามความปรารถนา มีผู้เล่าว่าผู้ไปขอแล้วมักสมปรารถนาเสมอ ตำนานของถ้ำมีจารึกอยู่บนศิลา 3 แผ่นว่า พระอรหันต์เสด็จมาบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ณ ที่นี้แล้วเสด็จสู่ปรินิพานตรงปากถ้ำ เทพยดาถวายพระเพลิงจนเป็นเหตุให้ไหม้ลึกลงไปในดินด้านยาว 1,000 วา ด้านกว้าง 100 วา พญานาคขึ้นมาพ่นน้ำดับ จึงปรากฏมีขี้เถ้าเต็มถ้ำ เดิมเรียกว่า “ถ้ำตับเต้า” (ถ้ำทับเถ้า) เลยเพี้ยนมาเป็นถ้ำตับเตาภายหลังถ้ำนี้พวกไทยใหญ่มักเดินทางมานมัสการเสมอเมื่อ 100 ปีมาแล้วถือเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์

“ในสมัยพุทธกาลแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามหากัสปะ พระพุทธองค์พระองค์นั้นได้นำพระสงฆ์สาวกมาเดินทางพักพระอริยาบถ ณ ถ้ำตับเตาแห่งนี้ และได้ท่องสวดบทพระธรรมเทศนาด้วยเสียงอันไพเราะกังวาล ทำให้ฝูงค้างคาวจำนวน 5๐๐ ตัว ที่อยู่ในถ้ำแห่งนั้นมีความเคลิบเคลิ้มจิตตกภวังค์หล่นลงมากระทบพื้นหินตาย แต่ด้วยอำนาจแห่งผลบุญที่เหล่าค้างคาวได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนา ก็พากันบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเทพบุตร 5๐๐ องค์ มีชื่อเรียกว่า “อังคุลีเทพบุตร” ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จลงมาเกิดเป็นพระสิทธัตถะกุมาร และออกผนวช เทพบุตรทั้ง 5๐๐ องค์ได้มาเกิด และบวชเป็นพระภิกษุในพระศาสนาของพระสมณโคดมพุทธเจ้า และสำเร็จพระอรหันต์ครบถ้วน 5๐๐ รูป”

อีกนัยหนึ่ง มีผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า ชื่อเดิมของถ้ำตัับเตา คือ “ทับเถ้า”มาจากเรื่องเล่าที่ว่า พระอรหันต์ 500 รูป มานิพพานที่ถ้ำนี้ จึงได้นำเอาอัฐิหรือเถ้ามากอบกันขึ้นเป็นพระเจดีย์ และตั้งชื่อว่า “พระเจดีย์นิ่ม” ซึ่งอยู่ในถ้ำมืด และจารึก ปี พ.ศ. 1463 ไว้ที่ฐานพระเจดีย์ ถ้ำนี้ต้องใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง จะเที่ยวชมอย่างทั่วถึง

วัดถ้ำตับเตา (109)เจดีย์นิ่ม

จากหนังสือประวัติวัดถ้ำตับเตา เรียบเรียงโดยอาจารย์อินทร์ศวร แย้มแสง ได้ให้ความหมายของคำว่า “ตับเตา” ว่าอาจเพี้ยนมาจากคำว่า ดับเถ้า (อ่าน ดับ – เต้า) ภาษาเหนือหมายถึงดับขี้เถ้าที่เกิดมาจากการเผาไหม้ของป่าไม้ และภายหลังเพี้ยนมาเป็น “ตับเตา”

ที่ตั้งถ้ำตับเตา
บ้านตับเตา ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ ณ ภูเขาทางทิศตะวันตก หมู่ที่ 13  บนเส้นทางสายเชียงใหม่-ฝาง ระหว่างหลักกิโลเมตร ที่ 120 และ 121 แยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ 3 กิโลเมตร

เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น.

วัดถ้ำตับเตา (2) วัดถ้ำตับเตา (5)
วัดถ้ำตับเตา (9) วัดถ้ำตับเตา (10)วัดถ้ำตับเตา (19)
วัดถ้ำตับเตา (22) วัดถ้ำตับเตา (24)
วัดถ้ำตับเตา (30) วัดถ้ำตับเตา (41) วัดถ้ำตับเตา (47) วัดถ้ำตับเตา (63) วัดถ้ำตับเตา (65) วัดถ้ำตับเตา (66)
วัดถ้ำตับเตา (67) วัดถ้ำตับเตา (68)
วัดถ้ำตับเตา (88) วัดถ้ำตับเตา (91) วัดถ้ำตับเตา (93)
วัดถ้ำตับเตา (98) วัดถ้ำตับเตา (101) วัดถ้ำตับเตา (107) วัดถ้ำตับเตา (108)
วัดถ้ำตับเตา (111)
ภายในวัดมีตันไม้ใหญ่ร่มรื่นมากๆ ครับ
วัดถ้ำตับเตา (131) วัดถ้ำตับเตา (135) วัดถ้ำตับเตา (146)
วัดถ้ำตับเตา (137)

การเดินทาง

ขับรถตรงออกจากเชียงใหม่  มุ่งหน้าสู่อำเภอแม่ริม ด้วยถนนโชตนา เชียงใหม่ – ฝาง หมายเลข  107 ไปเรื่อยๆ จากแม่ริมมุ่งหน้าไปอำเภอไชยปราการ  พอก่อนจะเข้าอำเภอไชยปราการ  จะเห็นด่านตรวจขวามือ และจะมีป้ายให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปวัดถ้ำตับเตา เลี้ยวเข้าไป 3 กม. กว่าๆ ก็จะเห็นวัดครับ

เชิญแสดงความคิดเห็นเจ้า